ความผันผวน 20 วันอยู่ที่ 22.0% ต่อปี สูงกว่า 88% ของวันในรอบ 23 ปี — ระยะที่ราคาแกว่งต่อวันกว้างกว่าที่เคยชิน ตัวเลขกำไรขาดทุนต่อสัญญาจึงเหวี่ยงกว่าปกติที่ขนาดสถานะเท่าเดิม
วันนี้ไม่มีตัวเลขไหนผิดปกติมากพอที่จะไปหาวันคล้ายกันในอดีตมาเทียบ — สภาพตลาดตอนนี้อยู่ในช่วงที่เคยเจอบ่อยจนไม่มีอะไรให้เล่า
| พฤ. 20 ส.ค. | |||
| 19:30 | ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ | ||
| ศ. 21 ส.ค. | |||
| 03:30 | งบดุล Fed (H.4.1) | ||
| พ. 26 ส.ค. | |||
| 19:30 | GDP สหรัฐฯ | ||
| 19:30 | รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล (PCE) ⚠️ | ||
| พฤ. 27 ส.ค. | |||
| 19:30 | ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ | ||
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โลกตกลงกันว่าดอลลาร์สหรัฐแลกเป็นทองได้ ที่ราคาทางการออนซ์ละ 35 ดอลลาร์ ประเทศอื่นจึงถือดอลลาร์แทนทองได้อย่างสบายใจ แต่พอสหรัฐพิมพ์ดอลลาร์ออกมามากกว่าทองที่มีในคลังเรื่อย ๆ หลายประเทศเริ่มขอแลกทองคืนจริง ๆ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐบันทึกไว้ตรง ๆ ว่า ทองที่มีไม่พอรองรับดอลลาร์ที่หมุนอยู่ทั่วโลกที่ราคานั้น คืนวันที่ 15 สิงหาคม 1971 ประธานาธิบดีนิกสันออกโทรทัศน์ประกาศปิดหน้าต่างทองคำ
จุดที่คนมักเข้าใจผิด: ก่อนหน้านั้นราคา 35 ดอลลาร์เป็น ราคาทางการ ที่ใช้แลกกันระหว่างธนาคารกลาง ไม่ใช่ราคาตลาด ตลาดลอนดอนแยกออกมาซื้อขายกันเองตั้งแต่ปี 1968 แล้ว เดือนสิงหาคม 1971 ราคาเฉลี่ยในตลาดอยู่ที่ราว 42.71 ดอลลาร์ พอไม่มีเพดานทางการมาคุมอีก ราคาก็วิ่งตามที่ตลาดคิดว่ามันควรเป็น
ข้อตกลงสมิธโซเนียนเดือนธันวาคม 1971 พยายามตั้งอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ขึ้นใหม่ โดยลดค่าเงินดอลลาร์ ราคาทองทางการขยับเป็น 38 ดอลลาร์ แต่อยู่ได้แค่ปีกว่า ๆ ก็ไปต่อไม่ไหว เดือนกุมภาพันธ์ 1973 ลดค่าอีกรอบเป็น 42.22 ดอลลาร์ และเดือนมีนาคมปีเดียวกันสกุลเงินหลักก็ปล่อยลอยตัวกันหมด ระบบที่ผูกเงินไว้กับทองเป็นอันจบลงตรงนั้น
ปี 1979 มีเรื่องซ้อนกันสามชั้น: การปฏิวัติอิหร่านทำให้น้ำมันแพงรอบสอง เงินเฟ้อสหรัฐขึ้นไปถึงเลขสองหลัก และปลายเดือนธันวาคมโซเวียตบุกอัฟกานิสถาน พอล โวลเกอร์ เข้ามาคุมเฟดแล้วประกาศเมื่อ 6 ตุลาคม 1979 ว่าจะเอาจริงกับเงินเฟ้อ แต่ความเชื่อมั่นไม่ได้มาในวันเดียว ระหว่างที่ตลาดยังไม่เชื่อ เงินไหลเข้าทอง
ราคาอ้างอิงลอนดอนช่วงบ่ายวันที่ 21 มกราคม 1980 แตะ 850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของรอบนั้น จากราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม 1979 ที่ 227 ดอลลาร์ แปลว่าขึ้นมาราวสามเท่าในปีเดียว
ยอดอยู่ได้วันเดียว โวลเกอร์ดันดอกเบี้ยขึ้นจนดอกเบี้ยนโยบายแตะ 20% ปลายปี 1980 ซึ่งทุบทั้งเงินเฟ้อและทุบทองพร้อมกัน มิถุนายน 1982 ราคาเฉลี่ยเหลือ 315 ดอลลาร์ ลดลงราว 63% จากยอด และราคาเฉลี่ยรายเดือนไม่กลับไปเหนือ 850 ดอลลาร์อีกเลยจนถึงมกราคม 2008 — ห่างกัน 28 ปี
ไทยตรึงค่าเงินบาทไว้ราว 25 บาทต่อดอลลาร์มาตั้งแต่ปี 2530 ขณะที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากและกู้เงินระยะสั้นจากต่างประเทศมาถม ปลายปี 2539 เริ่มมีการโจมตีค่าเงิน ธปท. สู้ทั้งตลาดทันทีและตลาดล่วงหน้า จนทุนสำรองที่ใช้ได้จริงแทบหมด แล้วประกาศลอยตัวค่าเงินวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ทองขึ้นหรือลง ขึ้นกับว่าวัดด้วยเงินสกุลไหน เป็นดอลลาร์ ทองลงจากราคาเฉลี่ยรายปี 387.81 ดอลลาร์ (2539) เหลือ 294.24 ดอลลาร์ (2541) เพราะธนาคารกลางหลายประเทศเทขายทอง โดยเฉพาะธนาคารกลางออสเตรเลียที่ประกาศขาย 167 ตัน ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 — หนึ่งวันหลังไทยลอยตัวค่าเงินพอดี แต่คนไทยที่ถือทองอยู่เห็นคนละภาพ เพราะบาทอ่อนแรงกว่าที่ทองลง
เศรษฐกิจไทยหดตัวราว 8% ในปี 2541 บริษัทเงินทุน 56 แห่งถูกปิด และมีโครงการผ้าป่าช่วยชาติที่หลวงตามหาบัวเป็นผู้นำ รวบรวมทองและเงินตราต่างประเทศเข้าคลังหลวงของ ธปท. ส่งมอบเงินครั้งแรก 6 กรกฎาคม 2541 และส่งมอบทองครั้งแรก 4 พฤษภาคม 2542 จำนวน 83 แท่ง น้ำหนัก 1,036.738 กิโลกรัม ทุนสำรองถูกสร้างกลับมาที่ 29.5 พันล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2541 และไทยคืนเงิน IMF ก่อนกำหนดในปี 2546
เลห์แมน บราเธอร์ส ยื่นล้มละลายเช้าวันที่ 15 กันยายน 2008 เป็นการล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ สินทรัพย์ 639 พันล้านดอลลาร์ วันรุ่งขึ้นรัฐบาลต้องอุ้ม AIG อีก 85 พันล้านดอลลาร์
ลำดับเหตุการณ์จริงสวนกับที่คนจำกันไว้ วันที่เลห์แมนล้ม ทองขึ้น ไม่ได้ลง — และวันที่ 17 กันยายน ทองล่วงหน้าที่ COMEX ปิดบวก 70 ดอลลาร์ในวันเดียว ซึ่งตอนนั้นเป็นการขึ้นเป็นเงินดอลลาร์มากที่สุดเท่าที่เคยมี ราคาอ้างอิงลอนดอนช่วงบ่ายขึ้นจาก 750.25 (12 ก.ย.) เป็น 863.00 (18 ก.ย.) หรือราว 15% ในสี่วันทำการ ส่วนการร่วงหนักมาทีหลัง ในเดือนตุลาคมที่กองทุนโดนเรียกหลักประกัน แล้วต้องขายทองเพราะเป็นของไม่กี่อย่างที่ยังขายได้ ลงไปต่ำสุดที่ 712.50 วันที่ 24 ตุลาคม
ทั้งปี 2008 ทองลงจากยอดถึงก้นราว 32% แต่ปิดสิ้นปีที่ 865 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าตอนก่อนเลห์แมนล้ม และบวกเมื่อเทียบต้นปี จากก้นวันที่ 24 ตุลาคม 2008 ทองขึ้นราว 76% ภายใน 13 เดือน
ปี 2011 สหรัฐเถียงกันเรื่องเพดานหนี้จนถูก S&P ลดอันดับความน่าเชื่อถือเป็นครั้งแรก เมื่อ 5 สิงหาคม 2011 บวกกับวิกฤตหนี้ยุโรปที่ลามอยู่ และดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ทองเลยกลายเป็นที่พักเงิน
ราคาอ้างอิงลอนดอนทำสถิติที่ 1,895.00 ดอลลาร์ วันที่ 5 กันยายน 2011 (ตัวเลขสปอตระหว่างวันที่คนชอบอ้างว่าราว 1,920 ดอลลาร์นั้น แต่ละแหล่งให้ไม่ตรงกัน เพราะเป็นการซื้อขายนอกตลาดที่ไม่มีกระดานกลาง เราจึงใช้ราคาอ้างอิงที่ตรวจสอบได้แทน) จากนั้นทองลงติดกันสามปี ซึ่งเป็นการลงติดกันครั้งแรกนับจากยุค 1990
ก้นอยู่ที่ 1,049.40 ดอลลาร์ วันที่ 17 ธันวาคม 2015 ซึ่งเป็นวันถัดจากที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 พอดี ลงจากยอดทั้งหมดราว 45% และกว่าราคาอ้างอิงจะกลับไปเหนือยอดปี 2011 ได้ ก็วันที่ 24 กรกฎาคม 2020 รวมเวลารอ 8 ปี 10 เดือน
สามเรื่องมาชนกันในสัปดาห์เดียว วันที่ 10 เมษายน 2013 โกลด์แมนแซคส์ปิดคำแนะนำถือทองแล้วบอกลูกค้าให้ขายชอร์ต วันที่ 11 เมษายน ไซปรัสถูก EU กับ IMF สั่งให้ขายทองสำรองส่วนใหญ่ ทำให้ตลาดกลัวว่าประเทศหนี้สูงรายอื่นจะทำตาม แล้วราคาก็หลุดแนวรับที่ยืนมาตั้งแต่ปี 2011 จนโดนขายตัดขาดทุนต่อเป็นทอด ๆ
ราคาอ้างอิงลอนดอนช่วงบ่ายลงจาก 1,535.50 (ศุกร์ 12 เม.ย.) เหลือ 1,395.00 (จันทร์ 15 เม.ย.) — หายไป 140.50 ดอลลาร์ หรือราว 9.2% ในวันทำการเดียว ทองล่วงหน้าที่ COMEX ปิดลง 140.30 ดอลลาร์วันนั้น ซึ่งแรงที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ตัวเลขที่แต่ละสำนักรายงานต่างกันตั้งแต่ 9% ถึง 14.9% เพราะวัดคนละอย่าง — ราคาอ้างอิง ราคาปิดล่วงหน้า หรือราคาต่ำสุดระหว่างวัน
ไตรมาสสองของปี 2013 ทองลง 25.4% และตามข้อมูลของ LBMA ราวครึ่งหนึ่งของการลงทั้งไตรมาสเกิดขึ้นในสองวันเดือนเมษายนนั้น ทั้งปี 2013 ทองลงราว 28–30% เป็นการลงรายปีครั้งแรกในรอบ 13 ปี และแรงที่สุดนับจากปี 1981 แล้วลงต่ออีกสองปีจนถึงก้นเดือนธันวาคม 2015
องค์การอนามัยโลกประกาศให้โควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่วันที่ 11 มีนาคม 2020 ตลาดหุ้นถล่ม นักลงทุนโดนเรียกหลักประกัน และทั้งโลกแย่งกันหาดอลลาร์
ทองลงจากราว 1,703 ดอลลาร์ (9 มี.ค.) เหลือราว 1,451 ดอลลาร์ (16 มี.ค.) หรือราว 15% ในห้าวันทำการ ไม่ใช่เพราะคนเลิกเชื่อว่าทองเป็นที่หลบภัย แต่เพราะทองเป็นของที่ขายง่ายที่สุดที่เหลืออยู่ จึงถูกขายเอาเงินไปโปะที่อื่น เป็นอาการเดียวกับเดือนตุลาคม 2008 เป๊ะ
เฟดลดดอกเบี้ย 150 จุดภายใน 13 วัน (ลด 0.50% วันที่ 4 มี.ค. และลดอีก 1.00% วันที่ 16 มี.ค. ลงไปที่ 0–0.25%) แล้วประกาศซื้อสินทรัพย์แบบไม่จำกัดวงเงิน ทองกลับตัวขึ้นทำสถิติใหม่เหนือ 2,000 ดอลลาร์วันที่ 6 สิงหาคม 2020 เท่ากับขึ้นราว 40% จากก้นเดือนมีนาคม ภายในห้าเดือน
เงินเฟ้อหลังโควิดพุ่งจนดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐขึ้น 9.1% เทียบปีก่อน ในเดือนมิถุนายน 2022 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 40 ปี เฟดขึ้นดอกเบี้ยเจ็ดครั้งในเก้าเดือน รวม 425 จุด จาก 0–0.25% ไปเป็น 4.25–4.50% โดยมีสี่ครั้งติดที่ขึ้นทีละ 75 จุด และรัสเซียบุกยูเครนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน
ตำราบอกว่าดอกเบี้ยที่แท้จริงขึ้นกับดอลลาร์แข็ง = ทองต้องลง ปีนั้นทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างรุนแรง ทองลงจากยอด 2,039.05 ดอลลาร์ (8 มี.ค.) ไปก้น 1,618.20 ดอลลาร์ (28 ก.ย.) หรือราว 21% แต่สิ้นปีกลับมาปิดที่ 1,812.35 ดอลลาร์ — ทั้งปีขยับเพียง 0.18% และถ้าวัดเป็นสกุลอื่น ทองเป็นบวกเกือบทุกสกุล เช่น ยูโร +6.7% เยน +14.4%
สิ่งที่มาถ่วงไว้คือธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทอง 1,136 ตันในปี 2022 เพิ่มขึ้น 152% จากปีก่อน และเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่มีบันทึกย้อนไปถึงปี 1950 หลังการประชุมเฟดวันที่ 3 พฤศจิกายน 2022 อารมณ์ตลาดพลิก แล้วทองขึ้น 11.8% ปิดท้ายปี — ก้นเดือนพฤศจิกายนนั้นคือจุดเริ่มของขาขึ้นรอบ 2023 เป็นต้นมา
หลังทุนสำรองของรัสเซียถูกอายัดในปี 2022 ผู้ดูแลทุนสำรองหลายประเทศ เริ่มไม่สบายใจที่จะกระจุกอยู่ในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ การซื้อทองของภาคทางการจึงยืนเหนือ 1,000 ตันต่อปีติดกันสามปี (2022–2024) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนระดับ ไม่ใช่แค่ปีที่ซื้อเยอะเป็นพิเศษ
ราคาไล่ทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง ปี 2024 ขึ้น 25.83% ปี 2025 ขึ้น 62.90% (วัดจากราคาอ้างอิง LBMA) และทำจุดสูงสุดปลายเดือนมกราคม 2026 โดยราคาอ้างอิง LBMA แตะ 5,501.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากนั้นย่อลงมาแรง ต่ำสุดราว 4,002 ดอลลาร์ปลายเดือนมิถุนายน 2026 หรือย่อลงราวหนึ่งในสี่จากยอด ก่อนจะไต่กลับขึ้นมาช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม
สภาทองคำโลกบันทึกว่าปี 2025 ความต้องการทองรวมทะลุ 5,000 ตันเป็นครั้งแรก และราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3,431 ดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยมี ส่วนการซื้อของธนาคารกลางปี 2025 อยู่ที่ 863.3 ตัน ลดลง 21% จากปีก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 600 ตันอยู่มาก